ก.เกษตรฯ หารืออนาคตข้าวไทยในตลาดโลก/เพิ่มศักยภาพแข่งขัน-พัฒนาพันธุ์ตรงต้องการ

        รุงเทพฯ - นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมหารือ แนวทางพัฒนาและแก้ไขปัญหาการผลิตและการตลาดข้าวระหว่างกรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการค้าต่างประเทศ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สำนักงบประมาณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ผู้แทนผู้ประกอบการ ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า วัตถุประสงค์เพื่อหารือเกี่ยวกับตลาดการส่งออกข้าวไทย แผนพัฒนาผลิตข้าวเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และแผนพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงตามความต้องการของตลาดโลก โดยผลจากการประชุม มีมติมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้

      1.ให้กรมการข้าวรับข้อมูลจากสมาคมและกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อใช้ในการวางแนวทางพัฒนาข้าวไทยในอนาคต

      2.กรมการข้าวต้องเร่งแบ่งการวิจัยออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย การวิจัยข้าวแข็ง ข้าวนิ่ม ข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวหอมไทย

     3.ให้ของบฯเร่งด่วนจากสำนักงบประมาณ เพื่อวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว

     4.ให้จัดประกวดเมล็ดพันธุ์ข้าวทุกชนิดอย่างเปิดเผย เพื่อคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดเพื่อยกเป็นข้าวพันธุ์เด่นของไทย และการส่งประกวดข้าวในระดับโลก

     5.ให้กรมส่งเสริมการเกษตรวางแผนการส่งเสริม การปลูกข้าวให้สอดคล้องกับการส่งออกในตลาดโลก

     6.ให้ตั้งคณะกรรมการพัฒนาพันธุ์ข้าว 1 คณะ โดยคำนึงถึงการส่งออกเป็นหลัก และ

     7.จัดประชุมคณะกรรมการตามข้อ 6 สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อให้ทันต่อสถาณการณ์ข้าวโลก

       พร้อมกล่าวเสริมว่า แม้ไทยยังคงมีฐานลูกค้าเดิมในหลายประเทศเพราะโดดเด่นเรื่องคุณภาพ แต่ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการนำเข้าข้าวของประเทศต่างๆ คือ ราคาถูก และคุณภาพข้าว ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องระดมสมองวางแนวทางพัฒนาการผลิตข้าวเพื่อการแข่งขัน ซึ่งที่ผ่านมาไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าว 3 ปี และตกอันดับที่หนึ่งในการแข่งขันประกวดข้าวหอมมะลิโลก 2 ปีซ้อน ทั้งนี้ สถานการณ์ข้าวไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีการแข่งขันระดับโลกสูงขึ้น หลายประเทศเคยนำเข้าจากไทยก็พัฒนาพันธุ์ข้าวจนปลูกและส่งออกได้เอง จึงทำให้ไทยมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น ขณะที่ข้าวไทยมีราคาขายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

      ส่วนสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ นายประภัตร แจง กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ฤดูฝนจะมาล่าช้าอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงไปถึงเดือนกรกฎาคม ดังนั้น ขอให้ใช้น้ำอย่างประหยัด และให้ทุกหน่วยงานทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้ยืดเวลาเพาะ ปลูกออกไปจนกว่าจะเข้าหน้าฝน ขณะที่นายกรัฐมนตรี กำชับช่วง 4 เดือนนี้เร่งหาอาชีพเสริมให้เกษตรกร โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำล้านละ 100 บาท ในโครงการเกษตรสร้างชาติ เพื่อหนุนปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทำปศุสัตว์ ประมง รวมทั้งให้งบขุดบ่อบาดาล 2,000 ล้านบาท ในพื้นที่ที่น้ำไม่เพียงพอ

     ขอบคุณข้อมูล-ภาพ : กรมการข้าว, สำนักข่าวไทย