ห่วงฝนทิ้งช่วง "กฤษฎา" สั่งเร่งแจงชาวนาคุมพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2

         เมื่อวันที่ 1 ก.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงโดยเฉพาะช่วงปลายเดือน มิ.ย. - กลางเดือน ก.ค. จากคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ยังระบุว่า ปริมาณฝนปีนี้น้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 5-10 มม. จะมีการกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอและมีปริมาณฝนน้อย ซึ่งจะส่งผลให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเกษตรในหลายพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งอาจทำให้เกิดสถานการณ์ภัยแล้งและขาดแคลนน้ำจากปัญหาฝนทิ้งช่วง ได้สั่งการทุกหน่วยงานในพื้นที่ เฝ้าระวังสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะสิ้นสุดด้วย พร้อมทั้งก่อนหน้านี้ได้เตรียมแผนการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยแล้งปี 2561/62 ขึ้นเพื่อป้องกันบรรเทาปัญหาภัยแล้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและพื้นที่ทำการเกษตร

 

         ทั้งนี้เพื่อให้การบริการจัดการน้ำในฤดูแล้งปีนี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กระทรวงเกษตรฯ ได้ปรับโครงสร้างการปฏิบัติงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การประเมินความเสี่ยงด้านการเกษตร การกระจายเครื่องมือ เครื่องจักร ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ตลอดจนสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้ปลูกข้าวรอบ 2 ตามแผนข้าวครบวงจร จำนวน 11.21 ล้านไร่ เพื่อให้ใกล้เคียงเป้าหมายที่สามารถจัดสรรน้ำได้ 11.65 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 104 ของแผน ซึ่งการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2561/62 ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 2561 - 30 เม.ย. 2562 สามารถจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม จำนวน 23,585 ล้าน ลบ.ม.(103%) และมีปริมาณน้ำสำรองสำหรับต้นฤดูฝน (20 พ.ค.62) จำนวน 18,626 ล้าน ลบ.ม.
         พร้อมกับมอบหมายกรมชลประทานติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 199 เครื่อง เพื่อสูบน้ำเติมให้โรงสูบน้ำเพื่อผลิตน้ำประปา เพื่อเติมน้ำเข้าคลองซอย ขุดลอกคลอง สร้างทำนบดินชั่วคราว ออกหน่วยบริการน้ำเพื่อการอุปโภค สร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อเก็บกักและชะลอน้ำในการรักษาระบบนิเวศ ในส่วนการเตรียมการด้านประมง ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงเฝ้าระวัง จับสัตว์น้ำขึ้นจำหน่ายก่อนและประชาสัมพันธ์ให้งดเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายด้านประมง ส่วนด้านพืชได้เน้นย้ำทุกพื้นที่ให้คำแนะนำการดูแลรักษาพืช เช่น นำเศษวัสดุทางการเกษตรคลุมโคน ตัดแต่งกิ่งใบตามหลักวิชาการ เพื่อลดการคายน้ำ และการใช้ระบบน้ำหยดในพื้นที่แปลงหากมีความจำเป็น ปรับเวลาการให้น้ำ


         ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เริ่มขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่ 1 มี.ค. 2562 โดยจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 11 หน่วย เช่น หน่วยปฏิบัติการเชียงใหม่ ตาก ลพบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี สุรินทร์ สระแก้ว สุราษฎร์ธานี สงขลา มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง 111 วัน (1 มี.ค.-25 มิ.ย.2562) ผลจากการปฏิบัติการฝนหลวง ทำให้มีฝนตกคิดเป็นร้อยละ 90.09 ขึ้นปฏิบัติการ 3,024 เที่ยวบิน จังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 57 จังหวัด และ สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย.62 ขึ้นปฏิบัติการ 6 วัน 9 เที่ยวบิน มีฝนตกในพื้นที่จังหวัดยโสธร ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี จะดำเนินการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่องจนกว่าปริมาณฝนจะเพียงพอต่อการทำการเกษตร
         "ได้ให้กรมฝนหลวงฯ เร่งติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงในบริเวณพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหา พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และการเติมน้ำให้กับเขื่อน อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 แบ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ จำนวน 17แห่ง และขนาดกลางจำนวน 198 แห่ง เพื่อให้เพียงพอต่อการบริหารจัดการของพื้นที่เกษตรในเขตชลประทาน" รมว.เกษตรฯ กล่าว