สาระสำคัญ พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี 2562 : ปลูกได้ ตัดได้ แต่ไม่ง่ายอย่างคิด

 

 

    เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 โดยสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อเปิดทางให้ประชาชน-เอกชน มีส่วนร่วมในการปลูกไม้มีค่าเพื่อทำการค้า และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนมากขึ้น

สาระสำคัญร่าง พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี 2562 : ทำความเข้าใจ อะไรได้-ไม่ได้

     หลักสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ มุ่งหวังให้การทำไม้ การเคลื่อนย้าย หรือการส่งเสริมอุตสาหกรรม การใช้ประโยชน์จากไม้หวงห้าม ไม้มีค่า สามารถทำได้ง่ายขึ้น เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมายาวนานในการส่งเสริมการปลูกไม้มีค่า เนื่องจาก พ.ร.บ.ป่าไม้ ฉบับเก่า ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ป้องกัน รักษาไม้มีค่า ที่อยู่ในป่า เป็นหลัก จึงเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการปลูก และใช้ประโยชน์จากไม้มีค่า เช่น ไม้สัก ที่เคยส่งเสริมการปลูกมาหลายสิบปีแต่เกษตรกรผู้ปลูก ไม่สามารถตัดมาใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากข้อกฎหมาย

     ดังนั้น พ.ร.บ.ป่าไม้ ฉบับใหม่นี้ จึงมีการแก้ไข เพิ่มเติมรายละเอียด เพื่อเปิดทางให้การทำไม้ง่ายขึ้น ส่งเสริมการปลูกไม้มีค่า เพื่อนำมาใช้ประโยชน์มากขึ้น โดยประเด็นของการเปลี่ยนแปลงหลักๆ นั้นเน้นการเปิดโอกาสให้เอกชน ประชาชน สามารถใช้ประโยชน์จากไม้หวงห้ามได้มากขึ้น ประกอบไปด้วย

     “มาตรา 7 ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา สำหรับไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ถือว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม”

     ความของมาตรา 7 นี้ คือการให้ไม้ทุกชนิด ที่ปลูกในดินที่มีกรรมสิทธิ์ถูกต้องไม้เป็นไม้หวงห้ามอีกต่อไป ประชาชน-เจ้าของสามารถนำมาประโยชน์ได้ แต่ต้องเน้นย้ำคำว่า “ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์” หรือ “สิทธิครอบครอง” หรือ “ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาต”

กองไม้สักถูกกฎหมายนำออกมาเปิดประมูล (สวนป่าไทรโยค องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้)

    สรุปให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ไม้มีค่าที่ไม่เป็นไม้หวงห้ามต้องเป็ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ หมายถึงที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน โฉนดตราจอง โฉนดแผนที่ น.ส.3 น.ส.3 ก น.ส.2 ส.ค.1 ใบไต่สวนหรือใบนำ ใบเยียบย่ำ ดังนั้น หมายความว่า นาย ก.มีไม้สักที่ขึ้นอยู่ในที่ดินซึ่งเป็น น.ส.3 สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และ ที่ ดินที่ได้รับอนุญาต หมายถึงที่ดินประเภทอื่นๆ เช่น ส.ป.ก. ส.ท.ก. ค.ท.ช. ที่ราชพัสดุ นิคมสหกรณ์ ฯลฯ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เป็นที่ดินของรัฐ บางส่วนเป็นพื้นที่ป่าไม้ ประชาชนได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์ ซึ่งไม้หวงห้ามต่างๆที่จะนำมาใช้ประโยชน์นั้นจะต้อง “ปลูกขึ้นเอง” เช่น หากเกษตรกรได้รับอนุญาตให้ทำกินในพื้นที่ราชพัสดุ เมื่อเข้าใช้ประโยชน์แล้ว“ปลูกไม้สัก”ไว้ใช้งานเอง กรณีนี้ไม่ถือเป็นไม้หวงห้าม

     ดังนั้น ประชาชนที่อยู่ในที่ดินที่มิใช่ที่ดินกรรมสิทธิ์ ยังไม่ควรตัดไม้ต่างๆ เพราะยังต้องรอความชัดเจนเพิ่มขึ้น เช่น พื้นที่ ส.ท.ก, ค.ท.ช. ยังคงสถานะเป็นพื้นที่ป่าไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวน และพ.ร.บ.ป่าไม้ ประชาชนได้รับสิทธิทำกินเพียงเท่านั้น ต้นไม้เดิมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในพื้นที่ ก็ยังคงสถานะเป็นไม้หวงห้าม และการทำไม้จะต้องขออนุญาตเช่นเดิม

ทำไม้ในที่ดินตนเองได้ แต่เลื่อยยนต์ยังต้องขออนุญาต

     แม้ว่ากฎหมายป่าไม้จะเปิดทางให้ประชาชนสามารถทำไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนเองได้ แต่การมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ใช้งาน/เคลื่อนย้าย ยังคงต้องขออนุญาต ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 โดยเลื่อยยนต์ที่สามารถมีไว้ใช้งานได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ประกอบด้วย 1.เครื่องต้นกำลังต้องมีกำลังไม่เกิน 1 แรงม้า และ 2.บาร์โซ่ต้องไม่เกิน 12 นิ้ว

     หากไม่ใช่ข้อหนึ่งข้อใดใน 2 ข้อนี้ จำเป็นต้องขออนุญาต ดังนั้นไม่ว่า การดัดแปลงเครื่องเจียร หรือลูกหมู นำใส่บาร์โซ่ยาวเกิน 1ฟุต หรือการใช้เครื่องยนต์อื่นๆ เช่น เครื่องตัดหญ้า ที่มีกำลังเกิน 1 แรงม้ามาใส่บาร์โซ่ไม่ถึง 1 ฟุต ก็ต้องขออนุญาตเช่นกัน

     การขออนุญาตมีไว้ในครอบครอง,จำหน่าย หรือซ่อมแซม ยังจำเป็นจะต้องขอขึ้นทะเบียนทั้งหมด หากมีเลื่อยโซ่ยนต์ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษทางอาญา คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และริบเลื่อยโซ่ยนต์

     ทั้งมีข้อกำหนดเรื่องเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาติ ทำให้การเคลื่อนย้ายไปยังนอกพื้นที่ จะต้องยื่นขอใบอนุญาตเคลื่อนย้ายด้วย ซึ่งกรณีที่เคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่โดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ ก็จะมีความผิด จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     การขอขึ้นทะเบียน-ขอเคลื่อนย้ายเลื่อยโซ่ยนต์ จำเป็นต้องทำหนังสือแจ้งถึงนายทะเบียนฯ ปัจจุบันนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นั่นทำให้การมีไว้ในครอบครอง การผลิต การซ่อม หรือแม้แต่การเคลื่อนย้าย จำเป็นต้องแจ้งต่อนายทะเบียนทั้งหมด ทำให้เกิดความล่าช้า และมีโอกาสที่จะกระทำผิดกฎหมายได้ง่าย ในส่วนนี้รัฐยัต้องดำเนินการต่อไป

เลื่อยยนต์ขนาดใหญ่ต้องขึ้นทะเบียนกับนายทะเบียน (สวนป่าทองผาภูมิ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้)

ตัดสอยเองได้ แต่ถ้าทำการค้า–ส่งออก ต้องมีหนังสือรับรอง

     แม้กฎหมายจะปลดล็อกให้ไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือไม้ที่ปลูกขึ้นดินที่ได้รับอนุญาต ไม่เป็นไม้หวงห้าม สามารถใช้ประโยชน์ได้ แต่หากต้องการทำเพื่อการค้าหรือการส่งออก ยังมีข้อกำหนดในเรื่องของ การรับรองไม้ ระบุไว้ด้วย

     มาตรา 18/2 ผู้ใดประสงค์จะขอหนังสือรับรองไม้ ผลิตภัณฑ์ไม้ และถ่านไม้ เพื่อการค้าหรือการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และเสียค่าใช้จ่ายในการออกหนังสือรับรองตามที่กรมป่าไม้กำหนด โดยการขอและการออกหนังสือรับรอง และอัตราค่าใช้จ่ายตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกรมป่าไม้กำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

     จากความที่ระบุใน มาตรา 18/2 จะเห็นได้ว่า หากเป็นเพื่อการค้าหรือการส่งออกจำเป็นจะต้องยื่นขอการรับรองไม้ จากกรมป่าไม้ ซึ่งใน พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี 2562 นี้ได้เปิดทางให้มีสถาบัน หรือองค์กร ที่เข้ามาร่วมในกระบวนการตรวจสอบ และรับรองไม้เพิ่มเติมจากเดิมที่เป็นหน้าที่ของกรมป่าไม้เป็นหลัก

     ทว่า ขณะนี้ต้องรอระเบียบการ รายละเอียดต่างๆ ที่จะเปิดให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามีส่วนรวมในกระบวน การรับรองไม้ ทำให้ในระหว่างนี้หากมีการแปรรูปเพื่อการค้า จำเป็นต้องยื่นหนังสือต่อกรมป่าไม้เช่นเดิม

     อีกทั้ง ในส่วนของการส่งออกไม้นั้นยังมีข้อกฎหมาย ข้อกำหนดต่างๆ ที่ยังไม่เปิดช่องให้ภาคเอกชนสามารถส่งออกได้ โดยปัจจุบันมีเพียงองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ หรือ ออป.เพียงรายเดียวที่ส่งออกไม้สักไปยังต่างประเทศได้ และแม้ว่าจะส่งออกได้ ภาษีที่จัดเก็บนั้นอยู่ในอัตราที่สูงมาก ยังไม่เอื้ออำนวยให้เอกชนเข้ามีส่วนร่วมลงทุนได้นั่นเอง

      ไม้สักแปรรูปถูกกฎหมาย (ส่วนอุตสาหกรรมไม้อยุธยา องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้)

การแปรรูปไม้-เคลื่อนย้ายไม้

     การแปรรูปไม้เพื่อใช้สอยหรือการทำไม้ภายในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์นั้น สามารถกระทำได้เลย โดยไม่ต้องข้ออนุญาต แต่การแปรรูปไม้ที่มีปริมาณมากนั้น ยังคงเข้าข่าย ตาม พ.ร.บ.โรงงาน จึงต้องขออนุญาตอยู่เช่นเดิม ทั้งนี้ ต้องรอความชัดเจนจากกฎหมายลูกต่างๆ ซึ่งจะตามมาจากภาครัฐ ผ่อนผัน ยืดหยุ่นให้การดำเนินการสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ซับซ้อน ใช้เวลาไม่นาน เพื่อให้มีดำเนินการอย่างถูกต้อง ทั้งแง่ความสะดวกของประชาชนที่จะลงทุนปลูกไม้มีค่าเพื่อการค้า แต่ต้องรอบคอบเพียงพอที่จะกันไม้เถื่อนจากป่าธรรมชาติที่อาจจะถูกนำเข้ามาสู่ระบบด้วย

     สำหรับการเคลื่อนย้ายไม้ ปัจจุบันแม้ว่าด่านป่าไม้ได้รับการยกเลิกไปหลายจุด เหลือเพียงด่านป่าไม้หลักๆจำนวนไม่มากนัก โดยเฉพาะบริเวณชายแดน เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการลักลอบค้าไม้ แต่ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังคงมีข้อจำกัดอยู่ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี 2562 ได้มีระบุถึงการเคลื่อนย้ายไม้อยู่ใน มาตรา 25

     “มาตรา 25 ผู้ใดนำไม้ที่มิใช่ไม้หวงห้ามเข้าเขตด่านป่าไม้ ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามอัตราที่รัฐมนตรีกำหนด เว้นแต่เป็นการนำไปเพื่อใช้สอยส่วนตัวภายในเขตท้องที่จังหวัดที่ทำไม้นั้น หรือเป็นการนำไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง เข้าเขตด่านป่าไม้ไปใช้สอยส่วนตัวไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม”

     ดังนั้น ในการเคลื่อนย้ายไม้ จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมกรณีที่นำไปใช้สอยส่วนตัวภายในเขตจังหวัดที่มีการตัด-ทำไม้ ซึ่งกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ทำไม้ในลักษณะของการค้า ต้องอิงกับระเบียบกรมป่าไม้ในการขอใบเบิกทางอยู่เช่นเดิม 

บทสรุป พ.ร.บ.ป่าไม้ 2562 ปลดล็อค แต่ยังสะดุด

     แม้ว่า พ.ร.บ.ป่าไม้ฉบับใหม่ จะเปิดทางให้มีการทำไม้มีค่าได้สะดวกมากขึ้น มีการลดหย่อนผ่อนคลายมากขึ้น แต่ยังคงสะดุดในกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยงข้องเนื่องจากแต่เดิมกฎหมายที่เกี่ยวกับป่าไม้มีหลายฉบับ ผูกกับหน่วยงานรัฐหลายกรม และทั้งหมดมุ่งเน้นการ“ห้ามทำไม้” ต่อเมื่อถึงวันนี้ที่จะต้องคลายล็อคข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชน เอกชน มีส่วนร่วมจึงไม่ง่าย และต้องใช้เวลาอีกนานพสมควรทีเดียว

     ทว่า อย่างน้อยการแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี พ.ศ.2562 ถือเป็นอีกพัฒนาการก้าวแรกของการส่งเสริมอุตสาหกรรมป่าไม้ในบ้านเราให้ก้าวหน้าทัดเทียมกับต่างประเทศอย่างจริงจังมากขึ้น

     ขอบคุณที่มา : https://news.mthai.com ,พ.ร.บ.ป่าไม้ 2562