บริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ

โดย - ปรีชา อภิวัฒนกุล

บริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ

ผลงานโบว์แดงของคสช.

         กรมชลประทานสำรวจพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อบริหารจัดการน้ำและช่วยเกษตรกรในพื้นที่ที่ประสบปัญหาในยามน้ำหลากมานานหลายปีแล้ว แต่กลับขับเคลื่อนไม่ได้

         เพิ่งมาสำเร็จเอาในรัฐบาลคสช.

         ทั้งที่หลักการของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำดีมาก แทนที่จะให้เกษตรกรปลูกข้าวตามสภาพ มีน้ำค่อยทำ ไม่มีน้ำก็ไม่ทำ พอทำก็เจอน้ำหลากท่วมเสียหายแทบทุกปี ก็จัดปฏิทินการเพาะปลูกข้าวเสียใหม่ โดยเอาช่วงเวลาน้ำหลากเป็นตัวตั้ง

         พื้นที่ลุ่มต่ำอย่างทุ่งบางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก น้ำหลากมาท่วมราวเดือนสิงหาคม ในขณะพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งเจ้าพระยาใต้จ.นครสวรรค์กว่าน้ำจะท่วมก็ราวๆกลางเดือนกันยายน

         เมื่อเอาเวลาน้ำหลากตั้งแล้วย้อนกลับว่า ต้องนับย้อนหลัง 120 วันเก็บเกี่ยวก็จะได้วันเริ่มต้นเพาะปลูก ทุ่งบางระกำก็จะต้องปลูก 1 เมษายน ในขณะทุ่งเจ้าพระยา 1 พฤษภาคม

         พอน้ำหลากมาก เกษตรกรก็เก็บเกี่ยวในทุ่งเสร็จแล้ว ปล่อยให้น้ำเข้าทุ่งเก็บกักเป็นแก้มลิงชั่วคราวได้อีก

         นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน ให้เหตุผลสั้นๆว่า หนึ่ง-นโยบายของรัฐบาล สอง-ปริมาณน้ำต้นทุนต้องมีพอ ถ้าสองอย่างนี้พร้อม ก็สามารถขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำได้ทันที

         นโยบายของรัฐบาลสำคัญ เพราะลำพังกรมชลประทานและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ทำเองไม่ได้ อย่าลืมว่า ช่วงเวลาเริ่มต้นเพาะปลูกในพื้นที่ลุ่มต่ำ กรมชลประทานต้องส่งน้ำต้นทุนมายังพื้นที่ ตรงนี้ซึ่งจะมีปัญหาระหว่างทางที่มีเกษตรกรดักสูบน้ำเป็นระยะๆโดยกรมฯหรือกระทรวงเกษตรฯไม่มีอำนาจบังคับใครได้ เมื่อน้ำก็ไม่ถึงพื้นที่เป้าหมายก็จะกลายเป็นความล้มเหลวตั้งแต่ต้นแทน

         "ตรงนี้จึงต้องบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมชลประทานกับฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงที่จะกำชับ กำกับไม่ให้ใครแอบสูบน้ำระหว่างทาง ทำให้น้ำไปถึงพื้นที่ลุ่มต่ำเป้าหมาย เกษตรกรก็ปลูกได้ตามปฏิทินที่เรากำหนด"

         ปี 2560 นับเป็นปีแรกที่รัฐบาลใช้นโยบายบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยกำหนด 13 พื้นที่ เป็นบางระกำ จ.พิษณุโลก ราวๆ2.65 แสนไร่ และ 12 พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งเจ้าพระยา 1.15 ล้านไร่ ซึ่งจะเก็บกักน้ำไว้ในทุ่งแก้มลิงเหล่านี้ได้รวมๆ 400 ล้านลูกบาศก์เมตร

         เป็น 400 ล้านลูกบาศก์เมตรที่มีความพิเศษตรงที่

         1.ตัดยอดน้ำที่จะไหลลงไปสมทบน้ำหลากด้านล่าง

         2.พื้นที่ปลูกข้าวกว่า 1 ล้านไร่รอดพ้นภัยน้ำท่วม ปลูกแล้วเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทัน มีรายได้ตามมา

         3.รัฐบาลไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้เกษตรกรเหมือนที่เคยทำมาทุกปีและต่อเนื่องตลอดมา

         4.ตามมากับน้ำในแก้มลิงมีการปล่อยพันธุ์ปลาลงไปให้เกษตรกรได้จับกิน จับขายและแปรรูป เป็นอีกรายได้ทางหนึ่ง

         5.พ้นจากน้ำหลากเข้าสู่ฤดูแล้ง น้ำในแก้มลิง 400 ล้านลบ.ม.จะเป็นน้ำต้นทุนสำหรับทำนาปรังหรือปลูกพืชใช้น้ำน้อยได้อีกฤดูหนึ่ง เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้อีก

         6.ทุ่งเจ้าพระยามีความซับซ้อน ตรงที่มีชุมชนนอกคันกั้นน้ำ ซึ่งเผชิญน้ำท่วมเป็นประจำอยู่แล้ว และจะท่วมนานขึ้น หากพื้นที่ในคันปลูกข้าวตามปกติในเดือนกรกฎาคม กว่าจะเก็บเกี่ยวก็ตุลาคมหรือพฤศจิกายน เท่ากับยืดเวลาท่วมนานขึ้นอีก 2 เดือน

         แต่พอใช้วิธีบริหารจัดการน้ำโดยปรับปฏิทินเพาะปลูก พื้นที่ในคันกั้นน้ำเก็บเกี่ยวก่อนน้ำหลากในเดือนกันยายน ก็สามารถผลักน้ำเข้าทุ่งที่เก็บเกี่ยวเสร็จแล้วได้ทันที เท่ากับลดเวลาน้ำท่วมหนักลงได้ 2 เดือน

         เป็นการลดความขัดแย้งระหว่างประชาชนในสองพื้นที่ที่คุกรุ่นและแทบจะยกพวกตีกันตายในช่วงน้ำหลากทุกครั้งให้สงบลงได้อย่างง่ายดาย

         จะเห็นได้ว่า นโยบายบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำโดยปรับปฏิทินเพาะปลูกใหม่ ส่งผลดีหลายเด้งต่อทุกฝ่าย สมควรบรรจุเป็นนโยบายของรัฐบาลในอนาคตด้วยซ้ำ ซึ่งรัฐบาลเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่กล้าทำ โดยเฉพาะการคุมเข้มไม่ให้ใครแอบดักสูบน้ำที่ส่งมาระหว่างทาง และงบประมาณชดเชยน้ำท่วมที่มีข่าวเชิงลบทุกปี

         เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯที่ไปเห็นน้ำท่วมนาข้าวชาวนาบางระกำปี 2559 แล้วสั่งการให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำโดยปรับปฏิทินเพาะปลูกเสียใหม่

         ลองคิดดูว่า ถ้านำไปขยายผลในพื้นที่ชลประทานลุ่มต่ำทั่วประเทศ ประโยชน์นี้จะเกิดขึ้นแก่เกษตรกรและประเทศไทยมหาศาลเพียงใด