อีก322ลำยังหาย! คิวรื้อทำลาย 1 ต.ค. : มาตรการเร่งปลดล็อคไอยูยู

 

     กรุงเทพฯ 28 ส.ค. 61 - พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ว่าขณะนี้มีความก้าวหน้าตามแผนงานที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะความชัดเจนด้านการบริหารจัดการกองเรือประมงที่เป็นปัญหาสะสมเรื้อรังมายาวนาน ไม่ทราบจำนวนเรือประมงที่แน่นอนของประเทศไทย นับตั้งแต่ที่เข้ามารับผิดชอบการแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 ได้สั่งให้มีการจัดทำอัตลักษณ์เรือประมงทุกลำ รวมทั้งสำรวจติดตามเรือประมงที่จม ชำรุด หาย ขายไปต่างประเทศ โดยระดมกำลังจากหลายฝ่ายทั้งจากศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) กระทรวงมหาดไทย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรมเจ้าท่า กรมประมง และสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ร่วมประสานงานติดตามตรวจสอบเรือประมงทุกลำ ซึ่งขณะนี้ได้ผลยืนยันชัดเจนแล้วว่าปัจจุบันประเทศไทยมีเรือที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงถูกต้องตามกฎหมาย 10,743 ลำ 

       ขณะเดียวกันที่ประชุมยังรับทราบผลการตรวจสอบจำนวนซากเรือต่างๆ ที่ผุผัง กีดขวางทางน้ำ หรือทางเดินเรือในพื้นที่ 22 จังหวัดชายทะเลจากกรมเจ้าท่าว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 779 ลำ ซึ่งได้ประกาศให้เจ้าของเรือมาแสดงตนเพื่อรื้อทำลายเรือภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561 นั้น ขณะนี้พบว่ามีซากเรือ 457 ลำ จะครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 31 สิงหาคม 2561 ซากเรือดังกล่าวจะต้องถูกดำเนินการตามมาตรา 121 ของ พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย โดยเจ้าของซากเรือลำใดที่เข้ามาแสดงตนจะต้องทำลายซากเรือของตนเอง หากลำใดไม่มีเจ้าของเข้ามาแสดงตนได้สั่งการให้กรมเจ้าท่ารื้อทำลายซากเรือเหล่านั้นได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2561 เป็นต้นไป ขณะที่ซากเรือที่เหลืออีก 322 ลำนั้นจะครบกำหนดให้เจ้าของมาแสดงตน 30 วัน ในวันที่ 16 กันยายน 2561 กรมเจ้าท่าจะปฏิบัติเช่นเดียวกัน โดยเริ่มทำลายซากเรือตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 ต่อเนื่องไปจนเสร็จสิ้นทั้งหมด

       “การรื้อทำลายซากเรือครั้งนี้เป็นการกวาดล้างและกำจัดปัญหาเรือผี เรือสวมทะเบียนให้หมดสิ้นไปจากน่านน้ำไทย เพราะที่ผ่านมามีการใช้ซากเรือเหล่านี้ไปสวมเรืออีกลำหนึ่งแล้วลักลอบออกทำการประมงผิดกฎหมาย ทำให้เกิดความเสียหายต่อการทำประมงของประเทศไทยมาโดยตลอดและเป็นช่องทางการทุจริต คอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่มีรัฐบาลใดกล้าเข้ามาจัดการปัญหาตรงนี้ แต่รัฐบาลนี้กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อความยั่งยืนในการทำประมงของประเทศ และจะเดินหน้าทำอย่างนี้ต่อไปไม่ให้เกิดปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายมาทำลายความเชื่อมั่นต่อการผลิตสินค้าประมงไทย และที่สำคัญคือการคงไว้ซึ่งการทำการประมงที่ยั่งยืนให้ชาวประมง และอุตสาหกรรมประมงไทยเกิดความมั่นคงต่อไปในอนาคต”พลเอกฉัตรชัย กล่าว