"ประมงยโสธร" ชวนเลี้ยงสัตว์น้ำแบบเกษตรอินทรีย์

         การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้มุ่งใช้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายแบบเบ็ดเสร็จ เป็นกลไกลสำคัญในการดำเนินงานพัฒนา มีเป้าหมายขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี โดยให้ จังหวัดยโสธร เป็นต้นแบบเมืองเกษตรอินทรีย์ หรือ ยโสธรโมเดล (Model) ซึ่งในส่วนของ กรมประมง ได้ปรับแนวทางการดำเนินงานโดยมุ่งเน้นในการพัฒนาฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ ทั้งสัตว์น้ำจืดและสัตว์น้ำชายฝั่ง เพื่อให้สามารถเข้าสู่ระบบมาตรฐานอินทรีย์ได้ในอนาคต เป็นการผลักดันให้เกิดผลผลิตจากฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์และผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำอินทรีย์

         สำหรับอาหารแบบอินทรีย์ที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำนั้น "ไข่น้ำ" หรือที่ภาคอีสานเรียกว่า "ผำ" จัดเป็นพืชน้ำที่มีลักษณะเป็นสีเขียวขนาดเล็กคล้ายไข่ปลา กระจายคลุมเหนือผิวน้ำเป็นแพขึ้นอยู่ตามแหล่งน้ำที่เป็นน้ำนิ่ง เช่น บึง และหนองน้ำธรรมชาติทั่วไปที่ไม่มีน้ำไหลเวียน ชาวบ้านนิยมนำไปประกอบอาหารกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น แกง ผัด ทั้งยังช่วยเพิ่มรสชาติให้มีความหอม มัน อร่อย มากยิ่งขึ้น

         จากข้อมูลของ นางสาวชื่นดวงใจ คงบาล นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร เรื่องการเพาะเลี้ยงไข่น้ำ (ผำ) พบว่าในไข่น้ำมีโปรตีนสูง 40 % ของน้ำหนักแห้ง (ปริมาณโปรตีนจะไม่สม่ำเสมอขึ้นกับแหล่งที่อยู่ โดยจะแปรผันไปตามปัจจัยแวดล้อมที่เจริญเติบโต) จากรายงานผลวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารของไข่น้ำ พบว่า ใน 100 กรัมน้ำหนักแห้ง ให้พลังงานต่อร่างกาย 8 กิโลแคลอรี เส้นใย 0.3 กรัม แคลเซียม59 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม เหล็ก 6.6 มิลลิกรัม และยังมีวิตามินเอ บี1 บี 2 และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นหลายชนิด เช่น ลิวซีนวาลีน ฟีนิวอลานีน ฯลฯ เป็นต้น การใช้ไข่น้ำหรือผำมาให้เป็นอาหารปลากินพืชจึงเป็นทางเลือกในการเดินเข้าสู่แนวทางเบื้องต้นของการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบเกษตรอินทรีย์

         นายเดชา รอดระรัง ประมงจังหวัดยโสธร กล่าวว่า จังหวัดยโสธรถือเป็นแหล่งผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีศักยภาพสูงทั้งเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง โดยในส่วนของสำนักงานประมงจังหวัดยโสธรได้มีการลงพื้นที่ส่งเสริมเกษตรกรอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับครัวเรือนจนถึงการประกอบธุรกิจ ซึ่งปลาเศรษฐกิจที่นิยมนำมาแปรรูปมากที่สุดคือ ปลาตะเพียน ชาวบ้านนิยมนำมาทำเป็นปลาส้ม แต่ปัจจุบันปลาตะเพียนในจังหวัดกลับไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่มองว่าเป็นความเสี่ยงในการลงทุน ดังนั้นการเข้าไปปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมการเลี้ยงให้เป็นธุรกิจจึงเป็นเรื่องท้าทาย เจ้าหน้าที่ต้องแสดงให้ชาวบ้านเห็นผลว่าการเข้ามาให้ความรู้และส่งเสริมของเจ้าหน้าที่สามารถทำได้จริงและชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การใช้ไข่น้ำหรือผำมาให้เป็นอาหารปลากินพืชจึงเป็นอีกขั้นตอนในการเดินเข้าสู่แนวทางเบื้องต้นของการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบเกษตรอินทรีย์

 

         ด้าน นายคำเส็ง องอาจ เกษตรกรที่ทดลองเลี้ยงสัตว์น้ำแบบเกษตรอินทรีย์ เผยว่า แต่เดิมทำนาปลูกข้าว กระทั่งปี 2559 ทางสำนักงานประมงจังหวัดยโสธร ได้เข้ามาส่งเสริมให้ขุดบ่อเลี้ยงปลาพร้อมหาตลาดในการจำหน่ายปลาให้แต่เนื่องจากตัวเองไม่ค่อยจะมีความรู้ด้านประมง ยังไม่กล้าที่จะลงทุนเลี้ยงปลาอย่างเต็มตัว ทางกรมประมงจึงให้เริ่มทดลองเลี้ยงปลาตะเพียนในนาข้าวก่อน ทำปีแรกก็จับปลาขายได้กำไรราวๆ 30,000 บาท เมื่อเริ่มเห็นผลกำไร ตนจึงได้ทำบ่อขนาด 600 ตรม. เพื่อทดลองเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์และได้ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงบ่อเลี้ยงในวันที่ 12 พฤษภาคม 2560 เป็นพันธุ์ปลากินพืชจำนวน 1,000 ตัว ได้แก่ ปลาตะเพียน 750 ตัว ปลานิล 200 ตัว และปลาไน 50 ตัว ขนาดตั้งแต่ 4.5 – 5.0 ซม. และใช้ไข่น้ำหรือผำและหญ้าเนเปียร์บดให้เป็นอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น ครั้งละประมาณ 20 กก. (น้ำหนักเปียก) ปัจจุบันพบว่าปลาโตเร็ว และมีขนาดเท่าๆ กัน พร้อมกันนี้ยังได้นำปลาตะเพียนจำนวน 30,000 ตัว และปลานิลจำนวน 7,500 ตัว ไปปล่อยเสริมลงในนาข้าวส่วนที่เหลืออีก 15 ไร่ ใช้เวลาเลี้ยง 6 เดือน าในปลายปีนี้จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 1 ตัน คาดว่าจะสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาทอย่างแน่นอน

 

ที่มา : กรมประมง